ข้าพเจ้า ขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาค อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้าพระองค์นั้น
พุทธัง สรณัง คัจฉามิ - ข้าพเจ้าขอถึงพระพุทธเจ้าเป็นที่พึ่งที่ระลึก
ธัมมัง สรณัง คัจฉามิ - ข้าพเจ้าขอถึงพระธรรมเป็นที่พึ่งที่ระลึก
สังฆัง สรณัง คัจฉามิ - ข้าพเจ้าขอถึงพระสงฆ์เป็นที่พึ่งที่ระลึก
อิสสา
อนิยตโยคีเจตสิก
อนิยตโยคีเจตสิก คือเจตสิกที่ประกอบไม่แน่นอน หมายความว่าเจตสิก นั้นบางทีก็ประกอบ บางทีก็ไม่ประกอบ
อิสสา มัจฉริยะ กุกกุจจะ วิรตี(๓ ดวง) กรุณา มุทิตา มานะ ถีนะ มิทธะ ย่อมประกอบกับจิตเป็นครั้งคราว ไม่พร้อมกัน(ทั้ง ๑๑ ดวงนี้ เป็น อนิยตโยคีเจตสิก)
๑. อิสสา มัจฉริยะ กุกกุจจะ ๓ ดวงนี้ ถ้าจะเกิดก็ต้องเกิดร่วมกันพร้อมกับโทสจิต และจะต้องเกิดทีละดวง คือทีละอย่างเท่านั้น เพราะอารมณ์ต่างกัน การประกอบเป็นครั้งคราวและทีละดวง เช่นนี้เรียกว่า นานากทาจิ
เวลาที่ริษยาสมบัติของผู้อื่น อิสสาเจตสิกก็เกิดร่วมกับโทสะ แต่มัจฉริยะและกุกกุจจะไม่เกิด เพราะอารมณ์คนละอย่างต่างกัน
เวลาที่เหนียวแน่นในสมบัติของตน มัจฉริยเจตสิกก็เกิดร่วมกับโทสะ แต่อิสสาและกุกกุจจะไม่เกิด
เวลาที่เศร้าใจ รำคาญใจ ในบาปที่ตนได้กระทำไปแล้ว หรือในการบุญที่ตนไม่ได้ทำ กุกกุจจะเจตสิกก็เกิดร่วมกับโทสะ แต่อิสสาและมัจฉริยะไม่เกิด
แหล่งข้อมูลทางธรรม:
http://abhidhamonline.org/aphi/p2/062.htm
1. กลุ่มโมหะเจตสิก 4 ดวง(โมจตุกะ 4) ได้แก่ โมหะ อหิริกะ อโนตตัปปะ อุทธัจจะ
2. กลุ่มโลภะเจตสิก 3 ดวง(โลติกะ3) ได้แก่ โลภะ ทิฏฐิ มานะ
3. กลุ่มโทสะเจตสิก 4 ดวง(โทจตุกะ 4) ได้แก่ โทสะ อิสสา มัจฉริยะ กุกกุจจะ
4. กลุ่มที่ทำให้หดหู่ ท้อถอย(ถีทุกะ2) ได้แก่ ถีนะเจตสิก มิทะเจตสิก
5. กลุ่มความลังเลสงสัย(วิจิกิจฉา1) ได้แก่ วิจิกิจฉาเจตสิก (มีเพียง 1 ดวง)
การที่จิตและเจตสิกจะประกอบกันได้จำต้องมีคุณสมบัติที่คล้ายกัน จึงอยู่ในที่เดียวกันได้ เช่น โลภะเจตสิก จะต้องประกอบได้กับโลภะมูลจิตเท่านั้น เมื่อประกอบกันแล้วโลภะจิตดวงนี้จึงจะสามารถแสดงอำนาจความอยากได้ออกมา โทสะเจตสิกก็ต้องประกอบกับโทสะมูลจิตเท่านั้น โทสะเจตสิกจะ ประกอบกับโลภะจิตไม่ได้ เพราะเป็นสภาพธรรมที่ตรงข้ามกัน คือ โลภะเจตสิกมีสภาพติดใจในอารมณ์ ส่วนโทสะเจตสิกมีสภาพประทุษร้ายทำลายอารมณ์ จึงเข้ากันไม่ได้ ในทำนองเดียวกัน เจตสิกฝ่ายอกุศล ก็จะเข้ากับโสภณเจตสิกก็ไม่ได้เช่นกัน
กล่าวโดยสรุป ธรรมชาติของเจตสิกนั้นเกิดพร้อมกับจิต หรือประกอบกับจิตเป็นนิตย์ เมื่อประกอบแล้ว ทำให้จิตเป็นบุญ(กุศล) หรือเป็นบาป(อกุศล) ตามการเข้าประกอบ เจตสิกแบ่งเป็น 3 กลุ่มคือ เจตสิกฝ่ายกลาง เข้าได้กับจิตทุกกลุ่ม เรียกว่า อัญญสมานาเจตสิก มี 13 ดวง กลุ่มที่ 2 คือ เจตสิกฝ่ายอกุศลได้แก่ อกุศลเจตสิกมี 14 ดวง เข้าได้กับ กลุ่มอกุศลจิตเท่านั้น กลุ่มสุดท้ายคือเจตสิกฝ่ายดีงาม เข้าได้กับกลุ่มโสภณจิตเท่านั้น โสภณเจตสิกมี 25 ดวง
แหล่งข้อมูลทางธรรม :
http://www.abhidhamonline.org/thesis/cetasika/cetasika.htm
ก. อิสสาเจตสิก คืออะไร อิสสาเจตสิก ก็ได้แก่ ความไม่ยินดีไม่พอใจ บังเกิดความริษยาในการได้ลาภหรือได้ยศของผู้อื่น
ป. คุณลุงขอรับ ผมขอถามขัดขึ้นมาในระหว่างสักหน่อย ที่ว่าความไม่ยินดีในลาภยศของผู้อื่นนั้น เป็นอิสสาด้วยหรือ เป็นบาปด้วยหรือ แล้วจะให้มีความยินดีในลาภในยศของผู้อื่น ที่เราไม่รู้จักไม่คุ้นเคยชอบพอกันได้อย่างไร และใครจะหมั่นทำอยู่ได้เสมอ
ก. หลานนี่มีแง่มุมเป็นปัญหามากเหลือเกิน ที่จริง เรียนพระอภิธรรมแล้วมีความช่างคิดช่างคัดค้าน ก็จะช่วยให้การศึกษากว้างขวางดีเหมือนกัน
การไม่มีความยินดีในทรัพย์ ในลาภ ในยศ ของผู้อื่นนั้น ไม่จัดว่าเป็นโทษอะไร แต่ก็ไม่ควรจะยินดีเพราะคิดว่า ผู้อื่นนั้นไม่ควรจะมีทรัพย์ ไม่ควรจะมีลาภ ไม่ควรจะมียศ และความคิดเช่นนี้ จึงจะเป็นอิสสา
ความไม่ยินดี ความไม่พอใจที่เห็นผู้อื่นมีทรัพย์สมบัติ มีลาภ มียศ มีความดี มีความสุขนั้น ชื่อว่า อิสสา
หรือเห็นผู้อื่นมีทรัพย์สมบัติ มีลาภ มียศ มีความดี มีความสุข แล้วก็ไม่สบายใจ เกิดความเร่าร้อนใจขึ้นมา ดังนี้ อิสสาเจตสิกก็เข้าประกอบกับจิตดวงนั้น
ป. คุณลุงขอรับ อิสสาเจตสิกผมก็พอจะเข้าใจแล้วว่า หมายถึงอย่างไร แต่ริษยาเล่าขอรับ แปลอย่างเดียวกันหรือเปล่า คนโดยมาชอบพูดติดกันสองคำ คือ อิจฉาริษยา
ก. อิสสากับริษยานั้นมีความหมายอย่างเดียวกัน แต่ชาวบ้านมักใช้มักชอบพูดติดกันทั้งสองคำ คือ คำว่าอิจฉาริษยา ซึ่งหมายถึงง่ายๆ ว่า ไม่อยากให้ใครได้ดี หรือเห็นใครได้ดีแล้ว ไม่มีความสบายใจ
ป. และคำว่า "อิจฉา" เล่าขอรับ
ก. คำว่า "อิจฉา" นั้น แปลว่า ความปรารถนา ความประสงค์ ตามพจนานุกรมบาลีไทย แต่คนไทยส่วนใหญ่มักจะใช้คำว่า "อิจฉา" ตัวนี้เสียเป็นส่วนมาก นักศึกษาพระอภิธรรมเท่านั้นที่จะใช้คำว่า "อิสสา" แต่อย่างไรก็ดี คนโดยมาเอาคำทั้งสอง คือ "อิจฉาริษยา" มาใช้ก็ได้ความดีเหมือนกัน
ปัญหาต่อไปจากนี้ก็คือ เหตุใดคนทั้งหลายจึงต้องมีความอิจฉาริษยากัน เพราะอยู่ดีๆ จะเกิดความไม่สบายใจด้วยเห็นคนอื่นเขาดีกว่านั้น ก็ย่อมจะเป็นไปไม่ได้
ในข้อนี้ก็มิสู้จะสำคัญ ถ้าหากได้ศึกษาให้เข้าใจในเรื่องของโลภะตัณหา หลานก็ได้เรียนมาแล้วว่า ภายในจิตใจของคนเรานั้นย่อมจะแอบแฝงซ่อนเร้นไปด้วยอนุสัยกิเลสหลายอย่างด้วยกัน อย่างหนึ่งนั้นก็ได้แก่ความยินดีติดใจ อยากจะได้อารมณ์ที่ตนชอบอยู่เสมอ และอีกอย่างหนึ่งนั้นมีความอยากใหญ่ไม่ให้เป็นรองใคร
ดังนั้น เมื่อได้กระทบอารมณ์อะไรที่ถูกกับใจแล้ว จึงได้มีความอยากได้ มีความอยากใหญ่ แล้วก็พยายามอย่างสุดกำลังที่จะให้ได้มาไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง อาจจะเป็นไปในทางซื่อตรง หรือในทางคดๆ งอๆ อย่างไรก็กล้ากระทำได้ทั้งนั้น
ด้วยเหตุดังนี้เอง หลานก็จะได้เห็นว่า อำนาจของความปรารถนาที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างมิดชิดที่มองเห็นตัวมันไม่ได้นั้น มันมีอำนาจมากเพียงใด คนทั้งหลายจึงได้พากันต่อสู้ฟัดเหวี่ยงกันและกันอย่างเต็มที่ ความสามารถเพื่อช่วงชิงสิ่งที่ตนต้องการ และความใหญ่โตให้แก่ตนเอง โดยมิได้ย่อท้อถอยหลัง
เพราะด้วยอิทธิพลของโลภะตัณหา อยากจะได้ อยากจะดี อยากจะเด่น อยากจะร่ำรวย อยากจะใหญ่โต อยากจะสารพัด เมื่อมีคนที่ดีกว่า เด่นกว่า รวยกว่า ใหญ่โตกว่า เกิดขึ้น จึงได้มีความเร่าร้อนใจ ไม่สบายใจ ด้วยไม่อยากให้ใครมาเกินหน้า
ดังนี้เอง เมื่อมีเพื่องฝูงมาพูดว่า นายแดงคนนี้เป็นคนมีความรู้ดี มีความสามารถมาก เวลานี้ได้เลื่อนชั้นขึ้นเป็นหัวหน้ากองแล้ว เพื่อนที่ฟังแล้วจิตใจถูกกระทบกระเทือน เพราะนายแดงดีเกินหน้าตน จึงได้พูดแสดงความเห็นว่า "นายแดงนั้น ความรู้ความสามารถก็ดีดอก(ไม่มากนัก) แต่เท่าใด เคยเป็นเพื่อนนักเรียนกันกับผมมา ผมย่อมรู้ดี แต่เป็นคนช่างพูดช่างเจรจา ช่างประจบประแจงเจ้านายจนได้ดี ถ้าเจ้านายไม่ช่วยแล้วจะก้าวหน้ามาถึงชั้นนี้ก็เห็นจะยากอยู่ "
เขาพยายามพูดเพื่อหวังว่าจะได้ลดความใหญ่ของนายแดงลงเสียบ้าง นายแดงยิ่งใหญ่ ก็ยิ่งก่อความสะเทือนใจ เพราะเขาจะยิ่งด้อยลง
เมื่อมีท่านผู้หนึ่งชมหญิงสาวซึ่งอยู่แถวบ้านเดียวกันกับคู่สนทนาว่า "ลูกสาวของผู้ที่อยู่ข้างบ้านของคุณนั้น รูปร่างสวยงามน่ารัก ความประพฤติก็ดีเหลือเกิน "
คู่สนทนาเมื่อได้ยินดังนั้นก็ไม่สบอารมณ์ จึงได้ตอบว่า" จริงของคุณ เว้นแต่การเดินเหินเท่านั้นออกจะน่าเกลียดสักหน่อย " ทั้งนี้ก็เพราะเกิดความคิดไม่สบายใจว่า ลูกสาวของเราก็มี แล้วก็อยู่ใกล้ๆ กันด้วย เหตุใดจึงไม่ชมบ้าง
เมื่อเสียความเป็นใหญ่ไปเช่นนี้ จะให้มีความสบายใจตอบรับไปเฉยๆ กระไรได้ จะต้องหักล้างลงเสียบ้าง ถึงหักล้างลงได้สักเล็กน้อยก็ยังดี
เมื่อมีคนถามว่า รถเก๋งของนาย ก. นั้นใหญ่โตสวยงามเหลือเกิน ซ้ำยังมีเครื่องทำความเย็นเสียด้วย ราคาคงจะเหยียบแสน ท่านเจ้าของรถอันเป็นคู่แข่งก็มีความไม่สบายใจ แต่จะตอบไปด้วยความภาคภูมิใจยิ้มน้อยยิ่มใหญ่ว่า "ยังสู้ของผมไม่ได้ เพราะราคาของมันตั้งสองแสน แถมเป็นรถรุ่นใหม่สั่งพิเศษ ในประเทศไทยมีตกเข้ามา ๓ คัน เท่านั้นเอง" หรือจะพูดทับถมนาย ก. ว่า หาเงินได้มาในทางทุจริตจนซื้อรถคันนั้นได้
เมื่อคนเราอยากใหญ่ดังนี้ ครั้นเห็นผู้อื่นร่ำรวยกว่า ใหญ่โตกว่า ความรู้มากกว่า มียศสูงกว่า จึงไปกระทบกระเทือนเอาความใหญ่ของตนเข้า นั่นก็คือ มานานุสัย ความอยากใหญ่ที่ซ่อนเร้นอยู่อย่างมิดชิดภายในจิตใจที่เรามองเห็นมันไม่ได้ นอกจากจะได้พิจารณาเข้าไปให้ดีๆ
ด้วยเหตุนี้ จึงได้รับความสะเทือนใจ บังเกิดความไม่แจ่มใสไปจนถึงความเร่าร้อนใจค่อนข้างมาก เมื่อใจถูกรบเร้าอยู่ดังนี้แล้ว จึงได้แสดงออกมาทางหน้าตาหรือกิริยาวาจาอันแสดงถึงเจตสิก "อิสสา" เข้าครอบงำ บางทีบางคนก็ยับยั้งเอาไว้ไม่ไหวจนถึงแสดงออกมานอกหน้า
ป. คุณลุงขอรับ อิสสาเจตสิกตัวนี้เห็นจะเกิดกับคนทุกๆ คนกระมัง
ก. ถูกของหลานแล้ว อิสสานี้จะเกิดแก่ทุกๆ คน นอกจากพระอริยบุคคลเท่านั้น แม้แต่สัตว์เดรัจฉาน อิสสานี้ก็ไม่ยอมยกเว้น หลานไม่เคยเห็นความอยากใหญ่ของไก่หรือของสุนัขบ้างหรืออย่างไร แม้มันจะพูดออกมาเป็นถ้อยคำให้เราได้ยินไม่ได้ แต่มีการแสดงออกซึ่งความอยากใหญ่ให้เราเห็นอยู่เสมอๆ เมื่อมันเห็นตัวอื่นจะเข้ามาใหญ่กว่ามัน มันก็คิดจะประกาศความยิ่งใหญ่ของมันโดยขับเสียงเจื้อยแจ้วให้เป็นที่รู้โดยทั่วกัน
สำหรับคนเรานั้น สัญชาติญาณได้ถูกกล่อมเกลาเอาไว้เสียแล้ว ความไม่พอใจที่เห็นผู้อื่นดีกว่า ใหญ่กว่า จึงมิได้แสดงออกนอกหน้าซึ่งความไม่พอใจจนเกินไปนัก เพราะกลัวคนอื่นเขาจะว่าเป็นคนขี้อิจฉาริษยาจึงได้สงวนท่าที จึงได้แสดงออกไปโดยอ้อมไม่ชัดแจ้งนัก แต่ภายในใจนั้นเร่าร้อนดิ้นรนไปด้วยความไม่พอใจที่เห็นผู้อื่นดีกว่าตน
บางคนที่อบรมจิตใจของตัวเองมาน้อย ด้วยไม่เคยได้ศึกษาเรื่องราวของชีวิตที่เกี่ยวกับกรรม เมื่อคนรุ่นราวคราวเดียวกัน หรือเรียนหนังสือมาด้วยกัน หรืออยู่บ้านแถวเดียวกันไปได้ดิบได้ดียิ่งกว่าตน ก็อดทนอยู่ไม่ไหว ก็เป็นเดือดเป็นร้อนอย่างยิ่ง เฝ้าแต่ครุ่นคิดไม่สบายใจ คิดว่าเขาผู้นั้นไม่ควรจะได้ดีเช่นนี้เลย
นรกในปัจจุบันไม่มี ก็สู้อุตส่าห์สร้างมโนภาพให้มีขึ้นมาจนได้ แล้วก็ทุ่มโถมตัวเองลงไป แล้วก็พร่ำพรรณนาว่าไม่ได้รับความยุติธรรม ไม่มีใครเห็นใจ พระพรหมลิขิตชีวิตของตนให้เป็นเช่นนี้ ไม่ทราบว่าโกรธเคืองด้วยเรื่องอะไรมาตั้งแต่ครั้งไหน
หรือพูดว่า ดวงไม่ดีจึงสู้คนอื่นเขาไม่ได้ ครั้นถามก็ไม่ทราบว่า ดวงดีหรือไม่ดีเกิดจากอะไร
แหล่งข้อมูลทางธรรม :
